DSI ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ติดกับที่ดิน “ภูริ” ดาราดัง

000000.

ดีเอสไอ ลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินบนเกาะนาคาน้อย จังหวัดภูเก็ต เบื้องต้นคาดว่าออกโดยมิชอบ โดยใช้ สค.1 สวมสิทธิ์ โดยออกติดที่ดิน ภูริ ดาราชื่อดัง ซึ่งร่วมกับชาวบ้านร้องเรียนให้ดีเอสไอตรวจสอบ

พ.ต.ท.ประวุฒิ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ของคนตระกูลดัง ใน ต.ป่าคลอก เนื้อที่ 24 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา

ซึ่งออกติดที่ดินของ นายภูริ หิรัญพฤกษ์ ดาราชื่อดัง ที่ได้ร่วมร้องเรียนกับประชาชนในพื้นที่มีว่ามีการออก น.ส.3 ในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อปี 2557 ที่ออกทับภูเขาที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ยังไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ และเป็นที่สาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นแหล่งที่อยู่ของนกเงือก ซึ่งเป็นเกาะที่ นายภูริ ขอสัมปทานฟาร์มไข่รอบน่านน้ำรอบเกาะไว้ 200 ม.

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า สค.1 ที่นำมาออกน่าจะมาจากพื้นที่เกาะนาคาใหญ่ เนื้อที่เดิมระบุ 7 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา แต่มาปลอมแปลงและแก้ไขเนื้อที่ สภาพภูมิประเทศ รวมถึงบุคคลที่มีที่ดินข้างเคียง และจากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศปี 2510 จนถึงปัจจุบัน ไม่พบร่องรอยการทำประโยชน์เต็มพื้นที่ตามเอกสารขอออกเอกสารสิทธิ์ว่ามีการทำประโยชน์เป็นสวนยางพารา สวนมะพร้าวและสวนไม้ผลอื่นๆ แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังพบว่าน่าจะไม่มีการรังวัดจริง เพราะประชาชนในพื้นที่ไม่มีใครทราบ หากทราบจะคัดค้านทันที นอกจากนี้ยังพบพิรุธว่ามีการออก นส.3 วันที่ 30 ก.ค. ปี 2557 โดยรับไปในวันนั้นและขายให้บริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งวันเดียวกันในราคา 42,000,000 บาท และเจ้าหน้าที่ที่ดินลงนามอนุมัติวันที่ 31 ก.ค.

พ.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า ตรวจสอบพบพื้นที่ยังเป็นป่าสมบูรณ์ นอกจากนี้เอกสารยังพบข้อพิรุธหลายประการ เชื่อว่าเอกสารสิทธิ์น่าจะออกโดยมิชอบ มีการนำ สค.1 บิน และ มาบวมหรือสวมสิทธิ์ในพื้นที่เพื่อขายให้บริษัทดัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจึงสรุปร่วมกันว่ามีมูลเชื่อได้ว่าออก น.ส.3 ก โดยมิชอบทับพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐ อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และเอกชนที่ครอบครองที่ดินมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจะเสนอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ทันที

นายภูริ ยืนยันว่า ประชาชนในพื้นที่รู้จักครอบครัวตนเองและไม่มีใครเข้ามาบนเกาะ หากไม่ได้รับอนุญาต เพราะมีกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลรอบเกาะ และทางครอบครัวได้ขอสัมปทานทำฟาร์มไข่มุกในน่านน้ำรอบเกาะ 200 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามารังวัดและออกเอกสารสิทธิ์เพิ่มบนเกาะนี้

และประชาชนในพื้นที่ก็ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่สาธารณะ ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหลังจากที่มีคนมาติดต่อขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้ตนเองเมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าต้องออกโดยมิชอบแน่นอน จึงไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดภูเก็ต แต่เรื่องไม่คืบหน้าจึงเข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ